ในห้องของมาดามดูเบอรี่ เธอพึ่งได้รับพระราชทานสร้อยเพชรจากพระราชา เธอจึงนำมันออกมาลองสวมอวดเพื่อนๆของเธอที่อยู่ในห้องนั้น เหล่าสตรีชนชั้นสูงต่างตื่นตาตื่นใจกับสร้อยเพชรที่เลอค่า

“โอ้ว ช่างสวยงามอะไรเช่นนี้!” “เครื่องประดับแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนในราชวงศ์ของยุโรป!” “ฝ่าบาททรงประทานทุกสิ่งที่มาดามดูเบอรี่ต้องการ” “จริงด้วย” “ก็แน่ละสิ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็เธอเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทแต่เพียงผู้เดียวนี่นะ” “โอ้ว สวยจังเลย!” “มันเหมาะสมกับท่านมากเลย!” “ใช่ ราวกับว่ามันทำขึ้นมาเพื่อมาดามดูเบอรี่โดยเฉพาะ” “สวยมากเลย” “เหมาะกับท่านมากเลยค่ะ”

ดูเบอรี่ : “เค้าท์เทส ชั้นทูลขอฝ่าบาทเรื่องตำแหน่งของสามีของท่าน ที่ท่านเคยบอกกับชั้นแล้วนะ ตำแหน่งหัวหน้ากองทหารฝรั่งเศสเป็นยังไง? จะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในอีก 2-3 วัน”  เค้าท์เทสได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก

เค้าท์เทส : “โอ้ว มาดามดูเบอรี่! ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณท่านมาก” เธอคุกเข่าลงข้างๆมาดามดูเบอรี่ แล้วซบหน้าลงที่ตักของมาดามดูเบอรี่ เพื่อเป็นการขอบคุณ

ดูเบอรี่ : “โอ้ว ไม่เป็นไร เงยหน้าขึ้นมาเถอะ” มาดามดูเบอรี่ กำลังมีความสุขที่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ทำให้เหล่าขุนนางและคนในวัง ต้องสยบแทบเท้าเธอ แล้วทันใดนั้นเองมหาดเล็กคนหนึ่งก็วิ่งมาที่ห้องของมาดามดูเบอรี่เพื่อแจ้งข่าวร้าย

มหาดเล็ก : “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ฝ..ฝ่าบาท ฝ...ฝ่าบาท…!!!” มหาเล็กพูดตะกุกตะกัก

ดูเบอรี่  : “เกิดอะไรขึ้นกับฝ่าบาท?”

มหาดเล็ก : “ฝ่าบาททรงเป็นลมล้มลง!”

ดูเบอรี่ : “ฮะ?!” ดูเบอรี่ตกใจสุดขีด เพราะฝ่าบาทคือทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ เธอมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะฝ่าบาทนั่นเอง ฝ่าบาทจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด

 

                ในวันที่ 27 เมษายน 1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ได้เป็นลมล้มลงจากอาการอ่อนเพลียและปวดหัวอย่างกะทันหันในขณะออกล่าสัตว์ พระองค์ถูกนำตัวกลับมารักษาที่พระราชวังแวร์ซายส์ในทันที โดยมีทีมแพทย์ซึ่งประกอบด้วย อายุรแพทย์ 6 นาย แพทย์ผ่าตัด 5 นาย และเภสัชกร 3 นาย คอยวินิจฉัยอาการของพระราชา และมีเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางคอยเฝ้าติดตามพระอาการของพระองค์อยู่ที่หน้าห้องบรรทมอย่างใกล้ชิด

ท่านป้าวิคตอเรีย : “อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง? ฝ่าบาทป่วยเป็นอะไร”

เสนาบดี : “พวกเรายังไม่ทราบจริงๆ ทีมแพทย์พยายามวินิจฉัยอย่างดีที่สุด แต่ก็ยังไม่สำเร็จ”

                พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นอนดิ้นทุนรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอยู่บนเตียงโดยมีมาดามดูเบอรี่คอยเฝ้าอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิด

ดูเบอรี่ : “ฝ่าบาท ได้โปรดเข้มแข็งไว้นะเพคะ!” แล้วมาดามดูเบอรี่ก็หันไปตะคอกใส่หมอที่ถวายการรักษา “พวกท่านมัวทำอะไรกันอยู่! พวกท่านยังหาสาเหตุไม่ได้อีกหรอ?!”

หมอ : “พวกเราพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่...”

“ไม่! ฝ่าบาทจะต้องหายดีในเร็ววัน ใช่ แน่นอน ฝ่าบาทแค่อ่อนเพลียเท่านั้น ฝ่าบาทยังตายไม่ได้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ชั้นอยากจะทำและอยากจะได้! ชั้นจะต้องไม่แพ้!” มาดามดูเบอรี่ปลอบใจตัวเอง

 

ที่บ้านของออสการ์ ออสการ์เองก็เฝ้ามองพระราชวังแวร์ซายส์จากหน้าต่างห้องนอนของเธอด้วยความเป็นห่วง อังเดรเห็นดังนั้นจึงเข้ามาปลอบใจออสการ์ “ไม่ต้องห่วงหรอก ฝ่าบาทจะต้องดีขึ้นในเร็ววัน” ออสการ์พยักหน้าตอบ โดยไม่ได้พูดอะไร

 

ที่ห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 บรรดาหมอที่ถวายการรักษาพระอาการของฝ่าบาทก็ต้องกุมขมับ เพราะยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าฝ่าบาทเป็นอะไรกันแน่ “คิดไม่ออกจริงๆ! เกิดอะไรขึ้น? สาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่?” “พวกเราพยายามทุกอย่างที่สามารถจะทำได้แล้ว ตอนนี้เราก็ทำได้แค่สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าเท่านั้น...” “เห้อ ท่านได้โปรดหรีแสงเทียนลงหน่อยได้มั้ย แสงไฟอาจจะทำอันตรายต่อพระเนตรของฝ่าบาทได้” หมอท่านหนึ่งสั่งให้เด็กรับใช้หรี่แสงเทียนที่วางอยู่ใกล้กับที่บรรทมของฝ่าบาทลง เด็กรับใช้จึงเดินไปที่เชิงเทียนซึ่งวางอยู่ข้างเตียงของฝ่าบาท ระหว่างที่เค้ากำลังจะดับเทียนลงนั้น เค้าก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อหันไปเห็นใบหน้าของฝ่าบาท ที่เต็มไปด้วยตุ่มแดง

เด็กรับใช้ : “ฮะ! หมอ มาดูนี่เร็ว”

หมอ : “นั่น ตุ่มแดงเล็กๆ นั่นมัน ไข้ทรพิษนี่!”

 

                ในเช้าวันต่อมาข่าวพระอาการของฝ่าบาทก็ได้ถูกแจ้งออกไปแก่คนในวัง รวมทั้งพระนางอังตัวเน็ตและองค์ชายรัชทายาทด้วย

อังตัวเน็ต : “ไม่นะ!”

หลุยส์ออกัส : “ไข้ทรพิษหรอ?!” ทั้งพระนางอังตัวเน็ตและองค์ชายรัชทายาทก็ต้องตกพระทัยเมื่อได้ทราบข่าวร้ายนี้

เสนาบดี : “ได้โปรดกลับเข้าไปในห้องของพระองค์เดี๋ยวนี้พะยะค่ะ! ต้องอยู่ห่างจากห้องบรรทมของฝ่าบาทให้มากที่สุดพะยะค่!”

อังตัวเน็ต : “แต่พวกเราอยากจะเยี่ยมฝ่าบาทนี่”

เสนาบดี : “พวกเราจะต้องหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพะยะค่ะ มันถูกบังคับโดยกฎหมายควบคุมโรคพะยะค่ะ”

 

                ภายในห้องบรรทมของฝ่าบาทนอกจากหมอแล้ว ก็ยังมีมาดามดูเบอรี่และเสด็จป้าทั้งสามคอยเฝ้าพระอาการอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าฝ่าบาทเกิดสิ้นพระชนม์ไป พวกเค้าจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ดูเบอรี่ : “ฝ่าบาท! แข็งใจไว้นะเพคะ!”

ป้าๆ : “พวกเราจะคอยอยู่เคียงข้างฝ่าบาทเพคะ”

“ฝ่าบาทจะต้องหายขาด ฝ่าบาทจะต้องหายด้วยวิธีใดซักวิธีหนึ่งสิ แล้วสถานะของชั้นจะเป็นยังไงต่อไป?” มาดามดูเบอรี่เริ่มกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับป้าๆทั้งหลาย “ฝ่าบาท ได้โปรดหายประชวรด้วยเถอะ ไม่เช่นนั้นความรุ่งโรจน์ของพวกเราในฐานะลูกสาวของพระราชาก็จะต้องจบลง!”

 

                ในช่วงที่ฝ่าบาททรงประชวรอยู่นั้น ออสการ์ต้องอดทนฟังความคิดที่เห็นแก่ตัวของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูง ที่คิดถึงแต่ตัวเอง ว่า ถ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว สถานะของพวกเค้าจะเป็นอย่างไรต่อไป

“นี่ฝ่าบาทเป็นอะไรกันแน่นะ?” “ถ้าทรงสิ้นพระชนม์ตอนนี้...” “เราจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี” “ใช่ ว่าเราจะภักดีต่อพระราชาที่กำลังจะสิ้นพระชนม์หรือภักดีต่อพระราชาองค์ใหม่” “พระอาทิตย์ตกหรือพระอาทิตย์ขึ้น?” “แต่ก็ยังไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงสิ้นพระชนม์จริงๆรึเปล่า?” “มันก็เดายากนะ”

“พวกเราจะต้องตัดสินใจให้ดี” “ใช่ ว่าเราจะเลือกพระนางอังตัวเน็ตหรือมาดามดูเบอรี่?”

“จริงๆแล้วอาการของฝ่าบาทเป็นยังไงกันแน่? จะรอดรึป่าว?” “ฝ่าบาททรมานมาก ใบหน้าของฝ่าบาทผิดปกติมากทีเดียว แต่อวัยวะภายในยังไม่เป็นไร ฝ่าบาททรงเข้มแข็งมาก” “อืม มันเป็นปัญหาใหญ่ เราควรจะรู้ก่อนดีกว่า ถ้าเราหมดหวังจากฝ่าบาทแล้ว” “ใช่พวกเราจะได้วางตัวถูก”  ทุกครั้งที่ได้ยินความคิดที่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ ออสการ์ก็แทบจะเก็บอาการโกรธแค้นเอาไว้ไม่อยู่

 

                ทางด้านของมกุฏราชกุมารตอนนี้กำลังเศร้าพระทัยเป็นอย่างมาก พระนางมารี อังตัวเน็ต จึงชวนให้องค์ชายสวดมนต์ให้ฝ่าบาท “เรามาสวดมนต์ให้ฝ่าบาทกันเถอะเพคะ”

 

                ออสการ์เอง ที่ตอนนี้แทบจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้ เธอจึงระบายมันออกมาด้วยการทำงานให้หนักขึ้น เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองลืมเรื่องราวต่างๆซะ ออสการ์มาฝึกทหารใหม่ที่ลานสวนสนาม เธอคอยสั่งการอยู่บนหลังม้าด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดกว่าปกติ โดยมีอังเดรและเจโลเดลคอยยืนดูอยู่ใกล้ๆ

ออสการ์ : “ตั้งใจเดินกันหน่อย! นี่เธอที่อยู่แถวสามนั่นน่ะ คนขี้เกียจจะต้องถูกไล่ออกนะ! เป็นอะไรไป? พวกเธอเป็นทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่หรอ?” เจโลเดลรู้สึกได้ว่าออสการ์แปลกไป จึงถามอังเดรว่า

เจโลเดล : “เกิดอะไรขึ้น? หัวหน้าดูไม่เหมือนปกติเลย จริงๆแล้วเธอจะให้ชั้นเป็นคนฝึกทหารใหม่เองก็ได้นะ ไม่เห็นต้องมาทำด้วยตัวเองเลย”

อังเดร : “ออสการ์อยู่เฉยๆไม่ได้หรอก เธอไม่เข้าใจหรอกหรอ?” อังเดรรู้ว่าออสการ์คิดอะไร

เจโลเดล : “เธอพูดว่าอะไรนะ?”

อังเดร : “เปล่า”

เจโลเดล : “จะพูดอะไรก็ระวังหน่อย เดี๋ยวคนอื่นเค้าจะว่าได้ว่าทำให้พวกเค้าเดือดร้อน”

อังเดร : “อืม”

หลังจากนั้นก็มีมหาดเล็กคนหนึ่งเดินมาเรียกออสการ์ที่ลานสวนสนาม

มหาดเล็ก : “ท่านออสการ์” ออสการ์หันมาพอดี “เออ..คือ มาดามดูเบอรี่อยากจะ...”

ออสการ์ : “มาดามดูเบอรี่หรอ?”

มหาดเล็ก : “ใช่แล้ว มาดามดูเบอรี่ต้องการพบท่านที่ห้องของเธอ”

เจโลเดล : “มันต้องมีแผนอะไรแน่เลย หัวหน้า ให้ชั้นไปด้วยเถอะ” เจโลเดลเป็นห่วงออสการ์

ออสการ์ : “ไม่ต้อง ชั้นจะไปคนเดียว”

เจโลเดล : “แต่มันอาจจะเป็นแผนของเธอก็นะ...มันอันตราย!”

ออสการ์ : “ชั้นไม่อยากจะเป็นต้นเหตุให้ต้องวุ่นวายในเวลาแบบนี้” แล้วออสการ์ก็ควบม้าออกไปทันที

 

ออสการ์มาพบมาดามดูเบอรี่ที่ห้องตามคำเชิญของเธอ ซึ่งตอนนี้มาดามดูเบอรี่ได้ดื่มไวน์อยากหนัก

ดูเบอรี่ : “ชั้นอยากจะขอร้องท่าน ซึ่งเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ แน่นอน มันเกี่ยวกับพระนางอังตัวเน็ต ชั้นอยากจะคืนดีกับเธอ ชั้นอยากจะขอโทษเธอในสิ่งที่ชั้นเคยทำลงไป มันเป็นการกระทำที่โง่มาก แต่ชั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายเธอเลย ได้โปรด ช่วยชั้นหน่อยเถอะออสการ์ ชั้นอยากจะเป็นเพื่อนกับพระนางอังตัวเน็ตจริงๆ”  ออสการ์ในตอนนี้ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย และเย็นชาเหมือนเดิม

ออสการ์ : “ไม่ ขอบคุณ ชั้นไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำแบบนั้นได้”

ดูเบอรี่ : “แต่...ได้โปรดเถอะ! เธอเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนพระทัยของพระนางอังตัวเน็ตได้ ออสการ์! ได้โปรด!” เธอพยายามขอร้องออสการ์อีกครั้ง

ออสการ์ : “มันสายไปแล้ว ถ้าท่านแสดงความจริงใจต่อพระนางอังตัวเน็ต เร็วกว่านี้...   ขอโทษด้วย” ออสการ์ยังคงยืนยันหนักแน่น มาดามดูเบอรี่ได้ยินดังนั้นก็โกรธมาก

ดูเบอรี่ : “เดี๋ยวก่อน!” มาดามดูเบอรี่ชักมีดสั้นที่เธอเตรียมไว้ออกมา แล้วชี้มันไปที่หน้าของออสการ์

ดูเบอรี่ : “ถ้าเธอยังยืนยันแบบนั้นล่ะก็ ชีวิตก็น่าจะเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเธอ ถ้าเธอไม่อยากให้หน้าสวยๆ ของเธอต้องเปื้อนเลือดแล้วล่ะก็...ตอบชั้นมาอีกที เดี๋ยวนี้!” แต่ออสการ์ก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำขู่ของมาดามดูเบอรี่ สีหน้าของออสการ์ยังคงเรียบเฉยและเย็นชา แล้วออสการ์ก็ทำในสิ่งที่มาดามดูเบอรี่ไม่คาดคิด ออสการ์ก้าวเข้ามาหาดาบของมาดามดูเบอรี่ ปลายดาบที่แหลมคมบาดลงที่ใบหน้าของออสการ์ เลือดซิบๆออกมา มาดามดูเบอรี่เห็นดังนั้นก็ตกใจมาก เธอปล่อยมีดหลุดมือไปปักอยู่ที่พื้น แล้วออสการ์ก็เดินออกไปจากห้องอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้มาดามดูเบอรี่ต้องคิดหนักอยู่คนเดียว “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชั้นจะต้องแน่ใจในความปลอดภัยของชั้นเอง”

 

                ในคืนวันนั้นเอง มาดามดูเบอรี่จึงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากดยุคโอเลียนที่วัง เธอยืนรออยู่หน้าประตู เด็กรับใช้จึงเข้าไปเรียนให้ดยุคโอเลียนทราบ

เค้าท์โอเลียน : “อะไรนะ? มาดามดูเบอรี่หรอ?”

คนรับใช้ : “ใช่ครับ เธอมีความลับบางอย่างต้องการพูดกับท่าน”

เค้าท์โอเลียน : “ไล่เธอไป ชั้นบอกว่าไล่เธอออกไปเดี๋ยวนี้”

คนรับใช้ : “ครับ”

“ผู้หญิงคนนั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว เมียน้อยของพระราชาที่กำลังจะตายจะไปมีอำนาจอะไร?” ดยุคโอเลียนไม่สนใจมาดามดูเบอรี่อีกต่อไป เพราะเธอไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เค้าจึงปล่อยให้มาดามดูเบอรี่ ร้องเรียกอยู่หน้าประตูอย่างนั้น “เปิดประตู! ได้โปรดเถอะ! เปิดประตู! ชั้นจะต้องไม่แพ้! ชั้นไม่เคยแพ้!”  มาดามดูเบอรี่เมื่อได้รู้ว่า ดยุคโอเลียนไม่ยอมช่วยเธอ เธอจึงเดินทางกลับไปที่แวร์ซายส์ “พาชั้นไปหาฝ่าบาทที่แวร์ซายส์เร็วเข้า!”

 

                ในรุ่งสางวันนั้น ออสการ์ยังคงคอยเฝ้าพระอาการของฝ่าบาทอยู่ใกล้ๆห้องบรรทม และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของมาดามดูเบอรี่ “เดี๋ยวสิ พวกท่านจะละทิ้งฝ่าบาทงั้นหรอ? พวกท่านต้องทำอะไรได้บ้างสิ!” มาดามดูเบอรี่พยายามห้ามไม่ให้หมอละความพยายามที่จะรักษาฝ่าบาท

                หลังจากที่นอนป่วยอยู่บนเตียงเป็นเวลา 10 วัน ในที่สุดบรรดาหมอทั้งหลายก็ยอมแพ้ และออกจากห้องไป เนื่องจากพระอาการของฝ่าบาทได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีเพียงแต่มาดามดูเบอรี่เท่านั้น ที่ยังคอยเฝ้าฝ่าบาทอย่างใกล้ชิด มาดามดูเบอรี่นั่งลงที่พื้นข้างเตียงของฝ่าบาท

ดูเบอรี่ : “จะยังไงก็ตาม ฝ่าบาทต้องเข้มแข็งนะเพคะ ฝ่าบาทคือทุกสิ่งทุกอย่างของหม่อมชั้น! “

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 : “ดูเบอรี่ เธออยู่กับชั้นจนวาระสุดท้าย แต่...มันสายไปซะแล้ว...”

ดูเบอรี่ : “อย่าท้อแท้สิเพคะ! พระราชาองค์ก่อน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ใครๆขนานนามว่า พระราชาแห่งดวงอาทิตย์ ยังทรงมีพระชนมายุจนถึง 77 พรรษานะเพคะ ฝ่าบาทพี่งจะ 64 เองนะเพคะ! จะยังไงก็แล้วแต่ ต้องเข้มแข็งไว้นะเพคะ! ใช่แล้ว ฝ่าบาทคือดวงอาทิตย์ของหม่อมชั้น ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเพื่อให้มีสุขภาพดี และหม่อมชั้นก็คือดอกทานตะวันที่บานรับกับแสงของดวงอาทิตย์...ดอกทานตะวันจะบานไม่ได้ถ้าไม่มีพระอาทิตย์! ได้โปรด! ได้โปรดส่องแสงมาที่หม่อมชั้นสิเพคะ! โลกนี้จะเป็นยังไงถ้าขาดพระอาทิตย์?!”

มาดามดูเบอรี่เฝ้าสวดอ้อนวอนพระเจ้าอยู่ข้างๆฝ่าบาท จนถึงเช้าวันถัดมา

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 : “ถึงวาระสุดท้ายของชั้นแล้ว...”

ดูเบอรี่ : “ฝ่าบาท!”

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 : “ได้โปรดเรียกบาทหลวงมา...ชั้นอยากจะสารภาพบาป...”

แล้วบาทหลวงก็เข้ามายืนอยู่ข้างๆเตียงของฝ่าบาท

บาทหลวง : “ถ้าฝ่าบาทอยากให้พระเจ้ายกโทษให้และได้ขึ้นสวรรค์ในวาระสุดท้าย จะต้องขับไล่ภรรยาลับของท่านที่ท่านเก็บไว้ข้างกาย ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาคริสต์และคำสอนของพระเจ้า! จะต้องขับไล่มาดามดูเบอรี่ออกจากแวร์ซายส์ก่อนพะยะค่ะ! ขับไล่มาดามดูเบอรี่ออกจากแวร์ซายส์!” จากคำกล่าวของบาทหลวงนั้นเอง เสนาบดีและทหารจึงลากตัวของมาดามดูเบอรี่ออกไปจากห้องบรรทม

ดูเบอรี่ : “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”

เสนาบดี : “ฝ่าบาททรงปลงพระทัยแล้ว”

ดูเบอรี่ : “ไม่! ชั้นจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ชั้นจะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทจนวินาทีสุดท้าย!”

เสนาบดี : “ไม่ได้ ท่านถูกขับออกจากแวร์ซายส์แล้ว”

ดูเบอรี่ : “ไม่ ชั้นไม่ไป ชั้นจะอยู่กับฝ่าบาท ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” มาดามดูเบอรี่ ร้องโวยวายและดิ้นรนขัดขืน แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็ยังคงร้องเรียกมาดามดูเบอรี่ด้วยเสียงที่แผ่วเบา

 

                ทางด้านของมกุฏราชกุมารนั้น ตอนนี้พระองค์ทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงตรัสกับพระนางมารี อังตัวเน็ตด้วยความหวาดวิตกว่า “ท่านพ่อกำลังจะตาย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ต้องตกมาอยู่ที่ชั้น! ชั้นพึ่งอายุ 19 เองนะ ชั้นต้องกลายเป็นพระราชาและต้องปกครองประเทศ...มันเป็นภาระที่ใหญ่หลวงมาก”

 

                ที่หน้าพระราชวังแวร์ซาย บริเวณหน้าต่างห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงที่มาคอยติดตามพระอาการของฝ่าบาท

“หลังจากที่ทรงสารภาพบาปและไถ่บาปเสร็จแล้ว ฝ่าบาทจะยังมีชีวิตอยู่มั้ย?” “ฝ่าบาทยังคงมีชีวิตอยู่ เห็นเทียนที่วางอยู่ริมหน้าต่างห้องบรรทมนั่นมั้ย ถ้าเทียนดับ ก็หมายความว่าถึงเวลาแล้ว”

และในคืนนั้นเองแสงเทียนก็ดับลง “นั่น ดับแล้ว” เสียงโห่ร้องของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงที่ไม่ได้มีความโศกเศร้าอะไรเลยกับการจากไปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องแห่งความยินดี “พระราชาสิ้นพระชนม์แล้ว!” “พระราชาสิ้นพระชนม์แล้ว!” “พระราชาสิ้นพระชนม์แล้ว!”  เหล่าขุนนางและคนในวัง ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปที่ห้องของพระนางมารี อังตัวเน็ตและองค์ชายหลุยส์ออกัส

อังตัวเน็ต  : “นั่นเสียงอะไรเพคะ?” พระนางอังตัวเน็ตถามองค์ชายด้วยความตกใจกลัว ทันใดนั้นเอง เหล่าขุนนางและคนในวังก็เข้ามาในห้องรวมทั้งมาดามโนอิลด้วย

อังตัวเน็ต : “มาดามโนอิล”

มาดามโนอิล : “ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แล้วเพคะ” ทั้งองค์ชายและพระนางอังตัวเน็ตได้ยินดังนั้นก็ตกพระทัยกับการจากไปของฝ่าบาท แต่แล้วมาดามโนอิลก็เดินเข้ามาคุกเข่าที่หน้าพระพักต์ของพระนางมารี อังตัวเน็ต และจับมือของพระนางขึ้นมาจูบด้วยความยินดี

มาดามโนอิล : “ยินดีด้วยเพคะพระนางอังตัวเน็ต จากนี้ไปพระองค์คือราชินีของฝรั่งเศสแล้วนะเพคะ”

อังตัวเน็ต : “ฝ่าบาท...สิ้นพระชนม์แล้วหรอ?” แต่ในพระทัยของพระนางอังตัวเน็ตไม่ได้มีความยินดีเลย

 

                เสียงโห่ร้องถวายพระพรของเหล่าขุนนางและประชาชนดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง “พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพระเจริญ!” “ทรงพระเจริญ!” “ทรงพระเจริญ!” ตอนนี้องค์ชายหลุยส์ออกัส ได้กลายเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้ว “พระเจ้า ได้โปรด ได้โปรดคุ้มครองเราด้วย! ปกป้องเราผู้ซึ่งกลายเป็นพระราชาและพระราชินีที่ต้องปกครองประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย...” พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสวดอ้อนวอนพระเจ้า

 

                ทางด้านออสการ์กับเจโลเดลซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด

ออสการ์รู้สึกสังเวทใจนัก

ออสการ์ : “พระราชาสิ้นพระชนม์ , พระราชาทรงพระเจริญ  ฮึ พระวรกายยังไม่ทันจะเย็นเลย”

เจโลเดล : “เปลี่ยนใจได้รวดเร็วอะไรเช่นนี้ เมื่อกี้ยังประจบพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 อยู่เลย แต่นี่แหละใจของคน มีพระอาทิตย์ตก ก็ต้องมีพระอาทิตย์ขึ้น คนรุ่งเรืองซักวันก็ต้องสิ้นบุญ และถ้าปราศจากแสงของดวงอาทิตย์ดวงใหม่แล้วผู้คนก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้” เจโลเดลเองก็รู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน แต่เค้าเห็นว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนควรจะต้องยอมรับมัน แต่ออสการ์ไม่คิดแบบนั้น เธอไม่สามารถรับมันได้ ออสการ์เดินออกไปทันที

เจโลเดล : “หัวหน้า! จะไปไหนน่ะ?”

ออสการ์ : “เธอทำต่อหน่อยก็แล้วกันนะ”  

                ออสการ์เดินออกมาด้านนอก ก็บังเอิญเห็นมาดามดูเบอรี่ซึ่งกำลังจะถูกเนรเทศออกจากแวร์ซายส์ เธอต่างจากเมื่อก่อนมาก ไม่สวยสง่าเหมือนเดิมและก็ไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเช่นเคยอีกต่อไป

ดูเบอรี่ : “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” มาดามดูเบอรี่ยังคงร้องเรียกพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 อยู่ เธอขัดขืนจึงถูกทหารตบหน้าอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น ออสการ์เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปขวาง

ทหาร : “เร็วเข้า ไปได้แล้ว อย่าให้ชั้นต้องใช้กำลังนะ! ตอนนี้เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงชั้นต่ำธรรมดาๆ ชั้นจะแสดงให้เธอดู!” ทหารคนนั้นยกแซ่ขึ้นมากำลังจะฟาดมาดามดูเบอรี่ แต่ทันใดนั้นออสการ์ก็เดินเข้ามาใช้ดาบของตัวเองตัดแซ่ขาดสะบั้นซะก่อน

ออสการ์ : “อย่าใช้ความรุนแรงสิ ชั้นจะไปส่งมาดามดูเบอรี่ตรงครึ่งทาง”

ทหาร : “ครับ ท่าน” ออสการ์ยื่นมือมาจะช่วยฉุดให้มาดามดูเบอรี่ลุกขึ้น แต่มาดามดูเบอรี่ปฏิเสธความช่วยเหลือนี้ ด้วยความละอายใจ แล้วเธอเดินขึ้นรถม้าไป

ออสการ์ : “มีคนมากมายประสงค์ร้ายกับท่าน”

ดูเบอรี่ : “ไม่ต้องมาสงสารชั้นหรอก”

ออสการ์ : “มีข่าวลือมาว่าท่านอาจจะถูกโจมตี ชั้นจะไปส่งท่านเอง”

ในเย็นวันนั้น มาดามดูเบอรี่ได้เดินทางออกจากแวร์ซายด้วยรถม้า โดยมีออสการ์ขี้ม้าตามไปส่งด้วย

ดูเบอรี่ : “นี่ก็ไกลจากพระราชวังแวร์ซายส์มากแล้ว ข่าวลือที่ว่าจะถูกโจมตีนั่นน่ะ เธอโกหกใช่มั้ย?” ออสการ์ไม่ได้ตอบอะไร

ดูเบอรี่ : “ชั้นเคยเป็นโสเภณีมาก่อนอย่างที่คนอื่นเค้านินทานั่นแหละ ออสการ์ เธอคงไม่รู้ล่ะสินะว่ามันทรมานและยากเย็นแค่ไหน ที่จะต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะมีขนมปังกินรึป่าว? ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ขนมปังมา ชั้นไม่สนว่ามันจะดีหรือเลว และด้วยความพยายามอย่างหนัก ชั้นก็ได้กลายเป็นเค้าท์เทส และก็เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท โดยไม่รู้ตัวเลย แทนที่จะเป็นขนมปัง แต่ชั้นกลับกระหายในเพชรนิลจินดา เสื้อผ้า เครื่องประดับ ชั้นสมควรตายมั้ยล่ะ? แต่ชั้นไม่เสียใจเลย เพราะชั้นได้ทำในสิ่งที่ชั้นปรารถนา   หยุด!” มาดามดูเบอรี่สั่งให้หยุดรถม้า “ส่งแค่นี้ก็พอแล้ว ขอบคุณมาก ออสการ์ ชั้นไม่ได้รู้สึกเป็นเกียรติแบบนี้มาตั้งแต่ชั้นเสียพ่อแม่ไปตอน 5 ขวบ เธอเป็นคนที่แปลกมากเลยนะ? ชั้นเป็นผู้หญิงที่ลืมอดีตได้เร็ว ถึงแม้ว่าตอนนี้ชั้นจะเป็นเหมือนดอกทานตะวันที่อยู่ผิดฤดูก็เถอะ แต่ซักวันนึงชั้นก็จะกลับมาเบ่งบานได้อีกครั้ง...ออกรถได้แล้ว!” แล้วเธอก็เดินทางต่อไปทันที

                มาดามดูเบอรี่ถูกส่งไปที่โบสถ์แห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของปารีส ภรรยาลับผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระราชามีทั้งทรัพย์สมบัติมากมายและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย นี่คือจุดจบของมาดามดูเบอรี่ เธอผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้พระนางอังตัวเน็ตต้องสยบแทบเท้าของเธอมาแล้ว ในปี 1793 เธอก็ได้จบชีวิตด้วยเครื่องกิโยติน จากการตัดสินของศาลปฏิวัติ

 

                หีบพระศพที่บรรจุพระศพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ถูกแห่ไปที่โบสถ์ เซ็นท์ เดนิส ในกลางดึกของคืนวันหนึ่ง เพื่อทำพิธีฝังศพ ในขบวนมีเพียงทหารรักษาพระองค์ 40 นาย และมหาดเล็ก 36 นาย เท่านั้น เก่าไปและใหม่มา ความเจริญและความพินาศ  มันก็ทำให้คนบางคนเกิดเศร้าเสียใจ ออสการ์ไม่สามารถจะกลั้นน้ำตาแห่งความโศกเศร้าเอาไว้ได้

 

จบตอนที่ 9

 

 

Comment

Comment:

Tweet