ในงานเลี้ยงของเหล่าขุนนางในพระราชวังแวร์ซายส์ พระนางมารี อังตัวเน็ตที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตในวัง จึงพยายามขอร้องเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ เพื่อที่จะได้ออกไปเยี่ยมเยียนปารีส

อังตัวเน็ต : “จะยังไงก็ตาม ชั้นจะไม่รออีกแล้ว ชั้นรอมา 3 ปีแล้วนะ ตั้งแต่ชั้นแต่งงานชั้นก็ยังไม่เคยไปปารีสเลยซักครั้ง ท่านว่ามันตลกมั้ยล่ะ?”

ขุนนาง : “ยังไงก็ตาม ฝ่าบาท ช่วงนี้ปารีสไม่ปลอดภัยพะยะค่ะ” “ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ดี ที่จะไปเยี่ยมเยียน” เหล่าขุนนางห้ามความคิดของพระนางอังตัวเน็ตด้วยความเป็นห่วง

อังตัวเน็ต : “มันเลื่อนมาครึ่งปี  แล้วก็เป็นปี... แต่ละครั้งก็อ้างอย่างนี้ตลอด ประชาชนฝรั่งเศสกำลังตั้งตาคอยการมาเยือนของเรา”

ขุนนาง : “เอาอย่างนี้แล้วกันพะยะค่ะ พวกเราจะเรียกประชุมและถามความคิดเห็นของพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย...” “แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฝ่าบาทล่ะพะยะค่ะ? มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากพะยะค่ะ!”

อังตัวเน็ต : “ชั้นเข้าใจแล้ว ชั้นพอแล้วกับเรื่องนี้!” พระนางอังตัวเน็ต สะบัดหน้าเดินออกไปจากวงสนทนา แล้วก็หันกลับมาพูดว่า “ชั้นจะไม่พูดกับพวกท่านอีกแล้ว ชั้นจะขอร้องฝ่าบาทด้วยตัวเอง” แล้วเธอก็เดินออกไป ปล่อยให้ขุนนางทั้งหลายกลุ้มใจกันใหญ่ จากนั้นเค้าท์โอเลียนก็เข้ามาร่วมในวงสนทนาด้วย

เค้าท์โอเลียน : “เรื่องเล็กน้อยน่ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยในปารีสหรอก”

ขุนนาง : “ทำไมท่านพูดแบบนี้ล่ะ?” ขุนนางต่างงงในคำพูดของเค้าท์โอเลียน

เค้าท์โอเลียน : “เรามีกองทหารม้ารักษาพระองค์อยู่ กองทหารรักษาพระองค์ ซึ่งมีออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจเยส เป็นผู้บัญชาการ” ออสการ์ซึ่งรู้ว่าเค้าท์โอเลียนกำลังประชดประชันอยู่ ก็หันมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดยุคเจอเมน ซึ่งเป็นญาติสนิทของโอเลียนจึงช่วยเสริม

เค้าท์เจอเมน : “ จริงด้วย ชั้นเห็นด้วยกับที่ดยุคโอเลียนพูด”

เค้าท์โอเลียน : “ถูกแล้ว หรือว่าไม่จริง หัวหน้าออสการ์?”  เค้าท์โอเลียนแสร้งถามออสการ์

ออสการ์ : “จริงครับท่าน มันเป็นหน้าที่ของชั้นที่จะต้องปกป้ององค์รัชทายาท ด้วยชีวิต!” ออสการ์ตอบเค้าท์โอเลียนด้วยสีหน้าจริงจัง

 

                ที่ห้องของพระนางอังตัวเน็ต ออสการ์กับอังเดรยืนรอพระนางอังตัวเน็ตซึ่งกำลังไปขอร้องฝ่าบาททเพื่อจะไปเยี่ยมเยียนปารีส แล้วพระนางอังตัวเน็ตก็กลับมาด้วยอารมณ์ตื่นเต้นและดีใจอย่างมาก

อังตัวเน็ต : “ออสการ์! ชั้นได้คำตอบแล้ว ฝ่าบาททรงอนุญาตแล้ว ออสการ์! ในที่สุดชั้นก็จะได้ไปปารีส! ชั้นทนรอจนถึงสัปดาห์หน้าไม่ไหวแล้ว! บอกชั้นหน่อยสิออสการ์ จริงรึป่าวที่ถนนคนเดินฌ็องเซลิเซ่ทำจากหินอ่อน แล้วมหาวิหารน็อทร์ ดามมีผีจริงรึป่าว?” ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปปารีส อังตัวเน็ตก็ยิงคำถามเกี่ยวกับปารีสมากมาย จนออสการ์ต้องเตือนสติ

ออสการ์ : “องค์หญิง การไปเยือนปารีสไม่เหมือนกับการไปทัศนศึกษานะพะยะค่ะ”

อังตัวเน็ต : “แน่นอน ชั้นรู้แล้ว ออสการ์ แต่ชั้นอดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆ”

ออสการ์ : “ฝ่าบาท นี่เป็นการเฉลิมฉลองสำหรับพระราชาและพระราชินีในอนาคตที่จะได้ทักทายประชาชนปารีสอย่างเป็นกันเอง”

อังตัวเน็ต : “ได้ ไม่ต้องห่วง ชั้นจะทำมันอย่างดี อ๊า...แต่ตอนนี้หัวใจชั้นเต้นเร็วมากเลย ปารีส เมืองแห่งดอกไม้ที่งดงาม นี่ออสการ์ ชั้นจะใส่ชุดไหนดี? ใช่แล้ว! มงกุฏ? ริบบิ้น? ต่างหู? มันเหมือนฝันที่ชั้นปรารถนา ปารีสของชั้น! ปารีสของชั้น! ปารีสของชั้น!” พระนางมารี อังตัวเน็ตกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้ไปปารีส

                ออสการ์กับอังเดรเดินออกมาจากห้องของพระนางอังตัวเน็ต ทั้งคู่ก็เดินคุยกันมาตามทาง

อังเดร : “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอสองคนอายุเท่ากัน”

ออสการ์ : “ใคร?”

อังเดร : “ก็เธอกับองค์หญิงรัชทายาทนะสิ พระองค์ดูไม่เหมือนอายุ 17 เลย พระองค์ดูเหมือนเด็กมากกว่า”

ออสการ์ : “นี่เธอประจบชั้นหรออังเดร?” ออสการ์ถามอังเดรเล่นๆ

อังเดร : “ไม่แน่นอน ใครจะไปประจบเธอกันเล่า” อังเดรตอบแบบเขิลๆ

ออสการ์ : “แต่ชั้นชอบที่พระนางอังตัวเน็ตมีหัวใจเหมือนเด็กๆ ถึงแม้ว่าพระนางจะมีศักดิ์เป็นชนชั้นสูงแต่พระองค์ก็ดึงดูดพลังและความสวยงาม และการแสดงออกด้วยอารมณ์ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ พระองค์มีพระทัยดี”

อังเดร : “อืม ผู้คนจะถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่พวกเค้าขาด”

ออสการ์  : “ก็อาจจะจริง แต่พระองค์ก็มีข้อเสียบ้างเหมือนกัน แต่ทุกคนก็จะต้องชื่นชอบในด้านที่เป็นกันเองของพระองค์ เธอว่ามั้ย?”

อังเดร : “อืม แต่ชั้นก็ไม่รู้ว่าทุกคนจะชอบเธอหมดรึป่าว...”

 

                ณ ห้องใต้ดินในวังของดยุคโอเลียน ดยุคโอเลียนกับเค้าท์เจอเมนกำลังวางแผนอะไรบางอย่างกันอยู่

เค้าท์เจอเมน : “ยัยเด็กออสเตรียนั่น กำลังมีความสุข ถ้าหากเธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน นั่นก็หมายความว่า องค์ชายรัชทายาทก็จะเป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นด้วย” เค้าท์โอเลียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ

เค้าท์โอเลียน : “เจ้าช่างทำกุญแจ่โง่!” เค้าขว้างมีสั้นไปปักบนถังไวน์

เค้าท์เจอเมน : “ถึงยังไงมันก็จะทำให้เราต้องลำบากกันซักหน่อย คนซึ่งคิดว่าท่านจะได้เป็นพระราชาองค์ต่อไป”

เค้าท์โอเลียน : “ที่ท่านมาที่นี่ท่านมีแผนแล้วใช่มั้ย?”

เค้าท์เจอเมน : “มีชายคนนึงเค้ามีความขัดแย้งกับพวกทหารรักษาพระองค์ และเค้าพยายามจะทำบางอย่างที่น่าสนใจระหว่างการเยี่ยมเยียนปารีส ถ้าชื่อเสียงขององค์หญิงกับองค์ชายรัชทายาทและเจ้าสะเออะออสการ์ต้องดับลง...”

เค้าท์โอเลียน : “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว...” เค้าท์โอเลียนตกลงตามแผนของเค้าท์เจอเมน เค้าขว้างมีดสั้นอีกเล่มไปปักที่ถังไวน์ ซึ่งมีน้ำไวน์แดงไหลออกมา เหมือนเลือดที่กำลังรินไหล

 

                ในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ใกล้จะถึงวันที่องค์รัชทายาทจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรแล้ว ออสการ์ อังเดร และเจโลเดล จึงขี่ม้าออกสำรวจตามเส้นทางที่ขบวนเสด็จจะผ่าน พวกเค้าสำรวจจนสุดทาง

ออสการ์ : “เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในสลัมหรอก เพราะขบวนเสด็จไม่ได้ไปทางนั้น”

                ภายในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบๆพระราชวังแวร์ซายส์ เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงอยู่กันอย่างมั่งคั่ง แต่ผู้คนในปารีส เมืองแห่งดอกไม้ ต้องทุกข์ทรมานจากการสืบทอดของรัฐบาลที่ไม่ดี แน่นอนในสลัมก็เหมือนกับวัด ผู้คนไม่มีงานทำ ต้องอยู่อย่างแร้นแค้น

                ที่หน้าร้านขนมปังแห่งหนึ่งในปารีส ชายผู้หิวโซคนหนึ่งทุบกระจกร้านขนมปังเพื่อขโมยขนมปังเพียงก้อนเดียว จากนั้นคนอื่นๆก็ถือโอกาสขโมยขนมปังด้วย รวมทั้งจินนี่เด็กสาวในครอบครัวยากจนคนหนึ่ง บ้านของจินนี่อยู่ในตึกเก่าๆแห่งหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับแม่และน้องสาว จินนี่กลับมาที่บ้านซึ่งตอนนี้แม่และน้องสาวของเธอ โรซารี่กำลังช่วยกันรีดผ้าอยู่

จินนี่ : “เห้อ... ซุปมะเขือเทศอีกแล้วหรอ?” จินนี่ออกอาการเบื่อหน่ายกับอาหารเดิมๆ

แม่จินนี่ : “อย่าพึ่งออกไปเล่นข้างนอกนะ เอาผ้าไปส่งที่ร้านของมาดามมัลคอมก่อน”

จินนี่  : “ฮึ ชั้นไม่อยากไป”

แม่จินนี่ : “เธอนี่นะ...ทำไมไม่เหมือนกับโรซารี่เลย?”

จินนี่ : “ก็แน่ล่ะสิ ชั้นไม่ได้เชื่องเหมือนโรซารี่นี่  นี่แม่ จริงรึป่าวที่พ่อของชั้นเป็นทายาทคนสุดท้ายของครอบครัวขุนนางวาลูอิสน่ะ?”

แม่จินนี่ : “โอ้ สวรรค์ เรื่องนี้อีกแล้วหรอ?”

จินนี่ : “เพราะว่าครอบครัววาลูอิสสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์วาลูอิส ซึ่งปกครองก่อนราชวงศ์บาร์บอนในปัจจุบัน และชั้นกับโรซารี่ก็เป็นผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ใช่มั้ย?”

แม่จินนี่ : “ชั้นเคยเป็นแม่บ้านของครอบครัววาลูอิสในช่วงเวลาที่ตกต่ำ ชั้นรักกับเจ้านาย”

จินนี่ : “แล้วโรซารี่กับชั้นก็เกิด”

แม่จินนี่ : “ใช่แต่หลังจากโรซารี่เกิด เจ้านายก็ตาย และนั่นก็เป็นจุดจบของครอบครัววาลูอิสที่โชคร้าย”

จินนี่ : “ถ้าตอนนั้นเราโชคดี พวกเราก็คงได้อยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์ ใช่มั้ยโรซารี่?” เธอหันไปถามโรซารี่

โรซารี่: “แวร์ซายส์หรอ? ไม่มีทางหรอก มันเป็นแค่ฝัน” โรซารี่หัวเราะในความคิดของจินนี่ ซึ่งเธอคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะมันต่างกับความเป็นอยู่ตอนนี้โดยสิ้นเชิง

จินนี่ : “ฝันหรอ? ไม่ ไม่จริง! ไม่ใช่ฝัน! โถ่ ชีวิตของเราตอนนี้มันเป็นแค่ฝัน มันเป็นฝันร้าย! ฝันร้าย! ล้างออกไป จางสิ มัวสิ ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆอนาถาในเมืองสกปรก กินแต่เศษขนมปัง กับซุปมะเขือเทศทุกวัน...” จินนี่ที่รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา พยายามหลอกตัวเองว่าที่เธอเป็นอยู่ในตอนนี้มันเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น แต่แล้วเธอก็รู้ตัวว่านี้มันไม่ใช่ความฝัน เพราะแม่ตบหน้าจินนี่อย่างแรง เพื่อเตือนสติเธอ “แม่!”

แม่จินนี่ : “เธอพูดอะไร ในขณะที่เธอไม่เคยทำงาน เอาแต่ส่องกระจกทั้งวัน? เธออายุ 17 แล้วนะ เธอสามารถรับจ้างเย็บผ้า หรือเป็นแม่บ้าน หรืออะไรก็ได้! ถ้าเกิดว่าชั้นยังแข็งแรงอยู่ล่ะก็ ชั้นจะทำงานให้มากขึ้นมากขึ้น แล้วก็ซื้อชุดสวยๆให้เธอสองคน เลี้ยงเธอด้วยอาหารดีดี” แม่ของจินนี้รู้สึกเสียใจกับคำพูดของจินนี่ เธอพยามทำดีที่สุดเท่าที่แม่คนนึงจะสามารถทำได้แล้ว แล้วเธอก็ไอออกมาด้วยอาการป่วย

โรซารี่ : “แม่” โรซารี่รีบเข้าไปดูแม่ด้วยความเป็นห่วง

แม่จินนี่ : “เธอไม่เคยเข้าใจว่าชั้นปวดร้าวแค่ไหน”

จินนี่ : “เลิกพูดถึงความทุกข์ของแม่ได้แล้ว” จินนี่เบื่อที่จะฟังคำพูดของแม่

โรซารี่ : “จินนี่!” โรซารี่ห้ามจินนี่ไม่ให้พูดอะไรที่สะเทือนใจแม่ไปมากกว่านี้

จินนี่ : “ชั้นจะปีนขึ้นไปตามทางของชั้น ด้วยมือของชั้นเอง ชั้นจะต้องมีโอกาสและได้ใส่ชุดผ้าไหมกับสร้อยคอสวยๆ แน่นอน” แล้วเธอก็เดินออกไปจากบ้านทันที

โรซารี่ : “จินนี่” โรซารี่พยายามร้องเรียกจินนี่ให้กลับมา

แม่จินนี่ : “โรซารี่ ปล่อยเธออยู่คนเดียวก่อน ถ้าเธอหิวเดี๋ยวก็กลับมาเองแหละ” แล้วแม่ก็ไอออกมาอีก

โรซารี่ : “เป็นอะไรรึป่าวคะแม่?”

แม่จินนี่ : “ขอบใจนะ เธอเป็นเด็กดี โรซารี่ โรซารี่ ชั้นไม่รู้ว่าชั้นจะทำยังไงถ้าเธอไม่อยู่”

โรซารี่ : “แน่นอนค่ะแม่ หนูจะอยู่กับแม่ หนูเป็นลูกของแม่”

แม่จินนี่ : “ใช่ เธอคือลูกของชั้น ลูกที่มีค่าของชั้น” แม่กอดโรซารี่ไว้แน่นแล้วก็ร้องไห้ออกมา

 

                หลังจากที่ออกสำรวจเส้นทางสำหรับขบวนเสด็จแล้ว ในช่วงค่ำ ออสการ์ อังเดร และเจโลเดล ก็ได้พักดื่มไวน์กันในร้านแห่งหนึ่งริมถนน แล้วออสการ์ก็สังเกตเห็นชายคนหนึ่ง

ออสการ์ : “นั่น... นั่นใช่ดยุคเจอเมนรึป่าว? เข้าดูเหมือนจะไม่อยากให้ใครเห็นหน้า” ออสการ์เห็นดยุคเจอเมนที่แต่งตัวด้วยเสื้อคลุมและหมวกมิดชิด กำลังนั่งคุยกับชายคนหนึ่ง

เจโลเดล : “นั่นผู้ชายคนนั้น คือ...”

ออสการ์ : “เธอรู้จักเค้าหรอ?”

เจโลเดล : “เค้าเคยเป็นสมาชิกของกองทหารรักษาพระองค์จนถึงปีที่แล้ว เค้าชื่อ ชาร์ลส์ โคลเดอร์ เค้าเก่งในการต่อสู้ด้วยดาบและฉลาด แต่เค้าทำให้ตัวเองต้องย่ำแย่ เพราะติดการพนันและถูกปลดจากทหาร”

อังเดร : “แต่ทำไม ชาร์ลส์ถึงได้มากับเค้าท์เจอเมนได้ล่ะ?” ออสการ์ส่งสัญญาณให้อังเดรเงียบๆ ออสการ์เห็นดยุคเจอเมนส่งถุงเงินให้กับชาร์ลส์ และชาร์ลส์ก็เดินจากไป ดยุคเจอเมนเดินไปขึ้นรถม้า แต่ก่อนที่จะขึ้นรถม้า จินนี่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆกับรถม้า ก็โผล่ออก

จินนี่ : ท่านได้โปรดเมตตาชั้นด้วย ได้โปรดเมตตาชั้นด้วย” ดยุคเจอเมน หันกลับมา

จินนี่ : “ชั้นสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวของราชวงศ์วาลูอิส” ดยุคเจอเมนไม่ได้สนใจคำพูดของจินนี่เลย แต่กลับใช้แซ่ฟาดจินนี่อย่างแรงจนล้มลง และไล่จินนี่ให้ออกไปด้วยความรังเกียจ

เค้าท์เจอเมน : “อย่าเข้ามาใกล้ชั้น เจ้าขอทาน! ออกไป!”  และเค้าก็ขึ้นรถม้าออกไปทันที ทิ้งให้จินนี่ล้มฟุบอยู่ข้างถนน

จินนี่ : “ตาแก่ขี้เหนียวเอ๊ย!” จินนี่ตะโกนด่า จินนี่พยายามลุกขึ้น แต่ก็ต้องล้มลงอีกเพราะรู้สึกเจ็บขา “โอ๊ย!” จินนี่ยิ่งโกรธแค้นและน้อยใจในโชคชะของตนเอง “เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกขุนนางรวยๆ ไม่ใช่หรอ? ชั้นจะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาที่เลวร้ายตั้งแต่เกิดหรอก” จินนี่คิด

 

                เช้าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส วันนี้เป็นวันที่องค์หญิงและองค์ชายรัชทายาทจะเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชมปารีสอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความหวังของประชาชนที่จะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเค้าจึงตั้งหน้าตั้งตารอรับเสร็จองค์รัชทายาท

                ที่บ้านของออสการ์ ออสการ์กำลังขึ้นม้าเพื่อเตรียมตัวที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนายพลจาร์เจเยสคอยกำชับด้วยความเป็นห่วง

นายพลจาร์เจเยส : “คนรับใช้กลับมาจากปารีสซักพักนึงแล้ว และทั้งเมืองเต็มไปด้วยผู้คน ลูกต้องแน่ใจว่าตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา”

ออสการ์ : “ครับ”

นายพลจาร์เจเยส : “มองตรงไปข้างหน้าเส้นทางขบวนเสด็จ และใส่ใจม้าอยู่เสมอ มันก็เหมือนคนที่ตื่นเต้นนั่นแหละ พวกมันอาจจะตื่นกลัว”

ออสการ์ : “เข้าใจแล้วครับ” แล้วออสการ์ก็ควบม้าออกไปจากบ้าน  นายพลจาร์เจเยสหันไปพูดกับอังเดรว่า

นายพลจาร์เจเยส : “เธอคิดว่าชั้นแก่แล้วใช่มั้ย อังเดร?”

อังเดร : “ทำไมท่านถึงถามแบบนั้น?”

นายพลจาร์เจเยส : “ชั้นรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ชั้นหวังว่าเธอจะทำหน้าที่ได้เสร็จสมบูรณ์ โดยที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น” อังเดรได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเป็นห่วงออสการ์ขึ้นมาเหมือนกัน

 

                ในสนามหน้าพระราชวังแวร์ซายส์ ขบวนเสด็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งรถม้าและทหารม้ามากมายพวกเค้าพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว “หน้าเดิน” ขบวนค่อยๆเคลื่อนออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โดยมีองค์หญิงและองค์ชายรัชทายาทและพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ นั่งอยู่บนรถม้าพระที่นั่ง ส่วนออสการ์และเจโลเดลก็ขี่ม้าขนาบข้างรถพระที่นั่ง ระหว่างทางออสการ์กับเจโลเดลก็คุยกัน

เจโลเดล : “หัวหน้า ท่านจำชายที่ชื่อชาร์ลส์ที่เราเจอวันนั้นได้มั้ย?”

ออสการ์ : “ผู้ชายที่มากับเจอเมนวันนั้นน่ะหรอ?”

เจโลเดล : “ใช่แล้ว ชั้นตามเช็คประวัติเค้ามานิดหน่อย แล้วก็พบว่า เค้าชอบไปที่โรงงานทำดินปืนบ่อยๆ”

ออสการ์ : “โรงงานทำดินปืนหรอ?” ออสการ์รู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

 

                ด้วยความเป็นห่วงออสการ์ อังเดรจึงสะกดรอยตามลูกน้องคนสนิทของเค้าท์โอเลียน ซึ่งตอนนี้ได้แอบเดินทางมาพบกับชาร์ลส์ในปารีส แล้วอังเดรก็แอบได้ยินแผนการก่อการร้ายของพวกเค้า

ลูกน้องเค้าท์โอเลียน : “ดีมาก” ชาร์ลส์ เอาระเบิดให้ลูกน้องของเค้าท์โอเลียนดู

ชาร์ลส์ : “เสียงดังและหลังจากนั้นก็จะมีเปลวไฟเกิดขึ้น แล้วม้าก็จะวิ่งกระเจิดกระเจิง”

ลูกน้องเค้าท์โอเลียน: “ตรงไหนดีล่ะ?”

ชาร์ลส์ : “ปล่อยให้ชั้นจัดการเอง” อังเดรได้ยินดังนั้น จึงรีบไปส่งข่าวให้ออสการ์รู้

 

                ในวันนั้น ท้องฟ้าของปารีสแจ่มใสมาก ไม่มีก้อนเมฆเลยแม้แต่ก้อนเดียว มกุฎราชกุมารอายุ 18 ปี องค์หญิงรัชทายาทอายุ 17 ปี ได้เสด็จเยือนปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความตื่นเต้นและความคาดหวังของประชาชนว่า จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อังตัวเน็ต : “คนเยอะแยะเลย ประชาชนของเราเยอะมากเลยเพคะ” พระนางมารี อังตัวเน็ตตื่นเต้นที่ได้เห็นประชาชนมากมายเดินทางมาต้อนรับเธอ

 

                ทางด้านอังเดรที่ตอนนี้พยายามจะส่งข่าวการก่อการร้ายให้กับออสการ์รู้ เค้าจึงขี่ม้าตามขบวนเสด็จมา แต่ก็ได้ถูกทหารม้ารักษาพระองค์ห้ามไว้

ทหาร : “หยุดๆ ท่านจะไปไหน?”

อังเดร : “ชั้นมีบางอย่างต้องรายงานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์เดี๋ยวนี้! โปรดให้ชั้นเข้าไปด้วย”

ทหาร : “อย่าพึ่งบุ่มบ่าม หัวหน้าอยู่ด้านข้างรถพระที่นั่งของมกุฎราชกุมาร”

อังเดร : “มีคนจะโยนระเบิดใส่รถพระที่นั่ง!”

ทหาร: “อะไรนะ?!” ทหารได้ยินดังนั้น จึงยอมให้อังเดรเข้าไปหาออสการ์ในขบวน อังเดรค่อยๆขี่ม้าแทรกเข้ามาในขบวนโดยคนอื่นไม่ทันได้สังเกต จนมาอยู่ด้านข้างออสการ์

อังเดร : “ออสการ์” อังเดรเรียกออสการ์

ออสการ์ : “อังเดร มาที่นี่ได้ไง?” ออสการ์ถามด้วยความสงสัย

อังเดร : “เงียบๆ ฟังนะ...” แล้วอังเดรก็รายงานเรื่องแผนการก่อการร้ายให้ออสการ์ฟัง

ออสการ์ : “อะไรนะ?!”  ออสการ์ได้ฟังก็ตกใจเป็นอย่างมาก เค้าต้องหาตัวคนร้ายให้เจอ ออสการ์สั่งให้เจโลเดลมาดูแลในตำแหน่งของเธอแทน

ออสการ์ : “เจโลเดล มาดูแลตรงนี้” แล้วออสการ์กับอังเดรก็รีบขี่ม้าปลีกตัวออกมาจากขบวนเสด็จ พวกเค้าพยามช่วยกันตามหาตัวชาร์ลส์ ที่คิดว่าคงแทรกตัวอยู่ในฝูงชน

ออสการ์ : “อังเดรคอยดูทางซ้ายเอาไว้” อังเดรกับออสการ์แยกกันตามหาคนละฝั่ง

ในที่สุดออสการ์ก็เห็นชาร์ลส์ซึ่งตอนนี้เค้ากำลังจะขว้างระเบิดใส่รถพระที่นั่ง ออสการ์ซึ่งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้น เธอรีบกระโดดจากหลังม้าลงมาคว้าตัวชาร์ลส์เอาไว้ก่อนที่ระเบิดจะถูกขว้างออกไป โชคยังดีที่เธอคว้าตัวเค้าทัน ระเบิดจึงกระเด็นตกลงมาอยู่ตรงพื้นใกล้ๆ ออสการ์รีบวิ่งไปเตะระเบิดลงในแม่น้ำก่อนที่มันจะระเบิด ชาร์ลส์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งหนีไป แต่ออสการ์ก็วิ่งตามไปติดๆ

ออสการ์ : “หยุดนะ!” ชาร์ลส์ วิ่งหลบเข้าไปใต้สะพาน โดยมีออสการ์ตามไปติดๆ แล้วเค้าก็ชักดาบออกมาจะแทงออสการ์ แต่โชคดีที่ออสการ์หลบทัน ออสการ์ชักดาบออกมาบ้าง ทั้งคู่เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด แล้วออสการ์ก็พลาดท่าถูกดาบฟันเข้าที่แขนซ้าย แต่โชคดีที่แค่สะกิดเสื้อขาดเท่านั้น แต่ไม่ทำให้เกิดบาดแผล ออสการ์กระโดดหลบออกมาตั้งหลักได้ แล้วทั้งคู่ก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง ในที่สุดออสการ์ก็ทำให้ดาบหลุดลอยออกจากมือของชาร์ลส์ได้ ชาร์ลส์พยายามวิ่งเข้าไปหยิบดาบอีกครั้ง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ออสการ์ใช้ดาบจ่อไปที่มือของชาร์ลส์ที่กำลังจะหยิบดาบ  ออสการ์ใช้ดาบต้อนชาร์ลส์จนหลังชนฝา

ออสการ์ : “บอกมา ดยุคเจอเมนจ้างแกมาใช่มั้ย? แกเคยอยู่ในกองทหารรักษาพระองค์นี่ น่าอัปยศที่คิดก่อกบฏต่อมกุฎราชกุมาร ช่างน่าอับอายสิ้นดี” ไม่มีคำตอบใดๆออกจากปากของชาร์ลส์ ซึ่งมีสีหน้าหวาดกลัว แต่แล้วเค้าก็กลืนยาพิษที่เค้าได้เตรียมมา และเสียชีวิตในทันที ต่อหน้าต่อตาออสการ์

ออสการ์ : “แกเตรียมยาพิษมาด้วย!” ชาร์ลส์ฆ่าตัวตาย โดยที่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากเค้าแม้แต่คำเดียว ออสการ์ต้องกลับไปโดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ อีกเช่นเคย

 

                ในปารีส การเฉลิมฉลองยังคงมีอย่างต่อเนื่อง องค์หญิงและองค์ชายรัชทายาทเสด็จมาถึงที่ประทับภายในปารีส ผู้คนยังคงรอต้อนรับอยู่อย่างเนืองแน่น พระนางมารี อังตัวเน็ตและมกุฏราชกุมารยืนอยู่ที่ระเบียงที่ประทับ โบกมือให้กับประชาชนที่มารอรับเสด็จ

อังตัวเน็ต : “วิเศษจังเลยออสการ์ คนพวกนี้เค้ามารอดูชั้น ชั้นมีความสุขจังเลย” อังตัวเน็ตรู้สึกตื่นเต้นมาก

                ถ้าอังตัวเน็ตไม่เคยลืมอารมณ์และความรักในวันนั้น เธอก็อาจจะไม่ต้องกลายเป็นราชินีที่น่าอนาถ

 

                จินนี่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงเตล็ดเตร่อยู่ในปารีส ก็ยังได้ยินเสียงพลุ เสียงประทัดและการเฉลิมฉลองการรับเสด็จขององค์หญิงและองค์ชายรัชทายาท แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอยังคงเดินหน้าไขว่คว้าหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เช่นเดิม

จินนี่ : “ไปลงนรกซะองค์ชาย ไปลงนรกซะองค์หญิง” จินนี่นั่งบนพึมพำคนเดียวอยู่ริมถนน ทันใดนั้นก็มีรถม้าคันหนึ่งผ่านมา

จินนี่ : “รถม้าสวยนี่ ชั้นขอลองอีกซักหน่อยซิ?” จินนี่รีบกระโดดออกไปขวางรถม้าคันนั้นไว้

จินนี่ : “ได้โปรดหยุดก่อน! หยุดก่อน!” คนขับรถม้าตกใจ รีบหยุดรถม้าทันที

คนขับรถม้า : “เธอจะบ้าหรอ? วิ่งออกมากะทันหันแบบนี้ได้ยังไงกัน” ทันใดนั้นก็มีเสียงของผู้หญิงจากในรถม้าดังขึ้น “มีอะไรหรอ?” เสียงของมาดามมาควิซนั่นเอง จินนี่วิ่งไปคุกเข้าอยู่ข้างรถม้าเพื่ออ้อนวอน

จินนี่ : “มาดาม มาดามผู้ใจดี ได้โปรดเมตตาเด็กกำพร้าของครอบครัวตะกูลวาลูอิสด้วยค่ะ”

มาดามมาควิซ : “ครอบครัววาลูอิสหรอ?”

จินนี่ : “ค่ะท่าน”

มาดามมาควิซ : “ชั้นเคยได้ยินมาว่า มีเด็กจากครอบครัววาลูอิส...”

จินนี่ : “ค่ะ พ่อของชั้นชื่อ บาร์รอน เซนท์ เรมี่”

มาดามมาควิซ : “เซนท์ เรมี หรอ? โอ้ ชั้นรู้จักเซนท์เรมี่เป็นอย่างดีเลยแหละ”

จินนี่ : “พ่อแม่ของชั้นตายหมด ชั้นไม่มีสมบัติหรือว่าญาติพี่น้องเหลืออยู่เลย...ชั้นต้องอยู่อย่างโดดเดียว” จินนี่บีบน้ำตา เพื่อเรียกความสงสารจากมาดามมาควิซ

มาดามมาควิซ : “น่าสงสารจริงๆ ทายาทของครอบครัววาลูอิสช่างลำเค็ญอะไรเช่นนี้ ขึ้นมาสิ” มันได้ผลสิ่งที่จินนี่พูดสะเทือนอารมณ์ของมาดามมาควิซ จนน้ำตาไหล เธอจึงชวนให้จินนี่ขึ้นรถม้าไปอยู่กับเธอที่บ้านด้วย

มาดามมาควิซ : “ชั้นคือ มาดามมาควิซ เดอ แบรนวิลเลียร์ เธอจะสามารถเล่าทุกอย่างให้ชั้นฟังได้เมื่อไปถึงบ้านของชั้นแล้ว

จินนี่ : “มาดาม...”

จินนี่เอาเรื่องที่แม่ของเธอเคยเล่าให้ฟัง มาแต่งเติมเพื่อเรียกความสงสาร โดยที่ไม่รู้ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มันไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้มาดามมาควิซก็เชื่อในสิ่งที่เธอพูด “นี่เป็นโอกาสของชั้น ฝันของชั้นกำลังจะเป็นจริง ชั้นจะอยู่อย่างที่ชีวิตชั้นควรจะเป็น ชั้นจะทำทุกอย่างเพื่อมัน ทุกอย่าง!” จินนี่คิด

 

                ทางด้านของโรซารี่ ที่ตอนนี้จะต้องอยู่อย่างยากลำบาก เธอต้องทำงานและดูแลแม่ที่ป่วย เธอต้องนำเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปซื้อขนมปังที่ร้าน

แม่ค้า : “ชั้นต้องขอโทษจริงๆ แต่วันนี้ราคามันขึ้นอีก 15 เซ็นต์ เนื้อและผักก็แพงขึ้น เราไม่สามารถขายราคาเดิมได้จริงๆ” ด้วยเงินเพียงน้อยนิดและราคาของที่แพงขึ้น โรซารี่ซื้อได้แค่ขนมปังสองก้อนเท่านั้น เธอเดินออกมาจากร้านขายขนมปังด้วยความเศร้าและหดหู่ “ถ้าชั้นซื้อขนมปังอีกก้อนนึง ชั้นก็จะไม่สามารถซื้อเนยหรือยาของแม่ได้ ชั้นกลัว... จากนี้ไปพวกเราจะอยู่กันยังไง? จินนี่... ได้โปรดกลับมาเถอะ!” ระหว่างที่โรซารี่กำลังเหม่อลอย ทันใดนั้นรถม้าของเค้าท์แฟร์ซองก็ผ่านมา โรซารี่ไม่ทันได้ระวังจึงถูกรถม้าเฉี่ยวล้มลง รถม้าจึงจอดและชายในรถม้าก็เปิดประตูออกมาถามอาการของโรซารี่

เค้าท์แฟร์ซอง : “เธอบาดเจ็บตรงไหนรึป่าว คุณผู้หญิง?” แฟร์ซองถามด้วยความเป็นห่วง

โรซารี่ : “ไม่ค่ะ ชั้นไม่เป็นไร มันเป็นความผิดของชั้นเอง ชั้นเดินไม่ระวัง” โรซารี่ก็รู้สึกผิดที่เดินไม่ระวัง

เค้าท์แฟร์ซอง : “ถ้างั้นก็ขอโทษด้วยแล้วกัน” เค้าท์แฟร์ซองเห็นว่าโรซารี่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากจึงกลับเข้าไปในรถม้า และสั่งให้เลี้ยวไปทางถนนใหญ่ แล้วก็หันไปคุยกับลูกน้องที่นั่งมาด้วยกัน

เค้าท์แฟร์ซอง : “ความเป็นอยู่ของพวกเค้าไม่ดีเลยใช่มั้ย?”

ลูกน้องแฟร์ซอง : “ครับ”

เค้าท์แฟร์ซอง : “หลีกเลี่ยงสงครามด้วยการแต่งงานกับครอบครัวฮัมส์เบิร์ก แต่ดูเหมือนว่า พระราชาจะไม่รู้ว่าประชาชนจำนวนมากต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส ชั้นอยากรู้จริงๆ”

 

                หลังจากที่เรียนเกี่ยวกับอาวุธที่เยอรมันนี เรียนเกี่ยวกับยาที่อิตาลี และเรียนจิตวิทยาที่สวิตเซอร์แลนด์ ขุนนางจากสวีเดน แฟร์ซอง เดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเข้ารับตำแหน่งขุนนาง

                โชคชะตาของอังตัวเน็ต ออสการ์และแฟร์ซองใกล้เข้ามาทุกที

 

จบตอนที่ 6

 

edit @ 4 Jun 2012 02:40:13 by Lady Oscar

Comment

Comment:

Tweet